ภาพมุมสูง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
รายการอยู่เย็นเป็นสุขย้อนหลัง
  • WannaCry ransomware รู้ให้ทัน ป้องกันได้


    WannaCry ransomware รู้ให้ทัน ป้องกันได้ WannaCry ransomware คืออะไร?              WannaCry ransomware attack หรือในชื่อของ WannaCrypt, WanaCrypt0r 2.0, Wanna Decryptorเป็นการโจมตีที่มุ่งโจมตีไปที่ช่องโหว่ของ Microsoft Windows System โดยเริ่มการโจมตีครั้งแรกในวันศุกร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐...



              มาฆบูชาเวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ปีละครั้ง ตามปกติจะตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หรือเดือนมาฆะ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส หรือที่เรียกติดปากแปดสองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 เดือน 4 ในปีพุทธศักราช 2553 วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 
 
                วันมาฆบูชา มักจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี แม้ในปีนี้จะอยู่หลังวันวาเลนไทม์ถึงสิบสี่วัน ก็ยังมีนักปราชญ์หลายท่านเสนอว่าวันมาฆบูชาก็คือวันแห่งความรักของชาวพุทธ ความเห็นนี้เป็นความคิดที่น่าสนใจ แต่หากมองในด้านการกำเนิดของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาแล้ว มีกำเนิดที่ต่างกันคือพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม คือไม่เชื่อในอำนาจการดลบันดาลของพระเจ้า ส่วนคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเชื่อในอำนาจพระพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นรูปเคารพของคริสต์จึงเป็นไม้กางเขนหรือพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน ส่วนศาสนาพุทธเป็นภาพเหมือนของพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูป 
 
              ในด้านหลักคำสอนศาสนาพุทธเชื่อในการกระทำของมนุษย์ ไม่ใช่มาจากการดลใจของพระผู้เป็นเจ้า  แต่ศาสนาคริสต์ถือหลักศรัทธาคือเชื่อในอำนาจของพระเจ้า
               อีกวันหนึ่งที่ตรงกันกับวันมาฆบูชาคือวันศิวาราตรีในศาสนาพราหมณ์ บางแห่งนิยมเรียกวันมหาศิวาราตรี เป็นวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ศิวาราตรีแปลว่าราตรีหรือค่ำคืนแห่งการบูชา พระศิวะเจ้า ศิวาราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู โดยพิธีศิวาราตรีจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย หรือเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของฮินดู คือพิธีนี้จะอยู่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี โดยวันสำคัญที่สุดของเทศกาลนี้อยู่ในคืนวันเพ็ญ กฤษณปักษ์  เดือน 3 โดยชาวฮินดูจะประกอบพิธีบูชาพระศิวะเจ้าด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน
 
 
               วันมาฆบูชาในพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ได้ถือเอาวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นวันประกาศหลักการแห่งพระพุทธศาสนาโดยประกาศต่อหน้าสาวกซึ่งล้วนแต่เป็นพระอรหันต์จำนวน 1250 รูป ทุกรูปล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้หรือพระพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์) แต่ละรูปต่างฝ่ายต่างมามาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายกันไว้ก่อน  และวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นการประกาศหลักการสำคัญอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งมีใจความว่า“อย่าทำความชั่ว จงทำดี และทำจิตของตนให้บริสุทธิ์” 
               จากนั้นได้ประกาศจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาว่า  "ขันติคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพานเป็นบรมธรรม"
               แสดงจุดยืนของชาวพุทธในการดำรงอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิดความเชื่อว่า "ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ  การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ที่นั่งที่นอนอันสงัด ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
               โอวาทปาฏิโมกข์จึงสรุปเป็นสามส่วนคือ (1)ประกาศหลักการสำคัญ (2)ประกาศจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา  (3)แสดงจุดยืนของชาวพุทธ
               วันมาฆบูชาเป็นการประกาศหลักการที่สำคัญของพระพุทธศาสนาภายใต้กาละและเทศะในยุคนั้นคือ
 
 
               ในด้านกาละ พระพุทธเจ้าเลือกแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ ซึ่งเป็นวันศิวาราตรีหรือวันกระทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ อันเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือในสมัยนั้น           
              พระพุทธศาสนามีความเห็นต่างจากศาสนาพราหมณ์หลายเรื่องเช่นเสนอคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมที่เป็นการปฏิเสธอำนาจพรหมลิขิตและระบบวรรณะ  เสนอคำสอนใหม่เรื่องอนัตตาที่ขัดกับความเชื่อเรื่องอัตตา และยังปฏิเสธการลอยบาปในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์  ความเห็นแตกต่างเหล่านี้ ก็ได้ดำเนินไปด้วยความชัดเจนในความจริงและเหตุผล ที่นำเสนอบนจุดยืนที่จะไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียนฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างไปจากตน
               ส่วนในด้านเทศะ พระพุทธองค์แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ณ สวนไผ่  ที่พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งมคธรัฐ ได้ถวายให้เป็นวัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนานามว่า "เวฬุวนาราม"  นครราชคฤห์ ในขณะนั้นมีศาสดาเจ้าลัทธิ ประกาศลัทธิความเชื่อของตนอยู่จำนวนมาก  และอยู่ใกล้กับตโปทาราม บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พราหมณ์มาประกอบพิธีศิวาราตรี
 
 
               เนื้อความแห่งโอวาทปาฏิโมกข์ ที่ย้ำการไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย ไม่กล่าวร้าย ที่พระพุทธองค์แสดงแก่พระอรหันต์ 1,250 องค์ ประกอบด้วยพระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ และพระคยากัสสปเถระรวม 1,000 องค์ รวมกับพระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานะเถระอีก 250องค์ รวมทั้งสองคณะเป็น 1,250องค์ ภิกษุเหล่านี้ในอดีตก่อนจะมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เคยสังกัดลัทธิความเชื่อในลัทธิพราหมณ์ และเข้าใจบรรยากาศแห่งความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ ในยุคนั้นดีอยู่แล้ว จึงเป็นการประกาศจุดยืนของชาวพุทธ ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับฝ่ายที่มีความคิดความเชื่อที่แตกต่างกัน ในวันนั้นภิกษุเหล่านั้นในอดีตเคยมาทำพิธีลอยบาปในวันศิวาราตรี พออุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้วด้วยความเคยชิน พอถึงวันสำคัญก็มีเจตนาจะมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะให้ทำอย่างไรในพิธีศิวาราตรี พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการของนักเผยแผ่พระพุทธศาสนา จนกลายมาเป็นหลักธรรมประจำใจของพระธรรมทูตในยุคปัจจุบัน
 
 
               แม้ทุกวันนี้โลกได้พัฒนามาไกลจากกาละและเทศะที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์สองพันกว่าปีแล้วก็ตาม แต่ทว่าโลกยังคงมีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และแนวปฏิบัติแตกต่างกันออกไปเป็นจำนวนมาก บางครั้งผสมผสานหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นวิถีและความเชื่อใหม่ในสังคม ที่บางครั้งความเชื่อทางศาสนาได้ผนึกรวมเป็นความเชื่อใหม่ที่มาจากศาสนาแต่อาจจะไม่ขึ้นอยู่กับศาสนา เฉกเช่นวันศิวาราตรีและวันมาฆบูชา แม้จะต่างกันในด้านกาละ และเทศะ แต่ก็มาอยู่ร่วมในช่วงเดือนเดียวกัน  
               จุดยืนของชาวพุทธตามโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ  การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ที่นั่งที่นอนอันสงัด ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย น่าจะทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่สร้างเงื่อนไขแห่งความรุนแรง แต่เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและสร้างความรักแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
 
 
               จากความเชื่อเก่าที่เชื่อในการลอยบาปว่าบาปสามารถชำระล้างได้ด้วยการอาบน้ำชำระกายในวันพระจันทร์เต็มดวงแห่งเดือนมาฆะเรียกว่าศิวาราตรีนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงความเชื่อใหม่ว่าการไม่ทำบาปทั้งหลายทั้งปวงดีกว่าการทำบาปแล้วมาลอยบาป เรียกว่าถ้าเหตุเริ่มต้นดีผลก็ย่อมจะดีไปด้วย   บาปและบุญอยู่ที่เหตุ ถ้าไม่ทำความชั่วแล้ว บาปจะมาจากไหน  ดังนั้นบาปจึงไม่ต้องลอยในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทีไหน แต่อยู่ที่การตั้งจิตคิดงดเว้นไม่กระทำ
                    นักเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องมีหลักการ ดำเนินตามแนวทางที่พระบรมศาสดาจารย์ได้ทรงแสดงไว้แล้ว เมื่อเจอกับสภาวะที่กดดันต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้ ทุกอย่างต้องใช้ใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นคุณธรรมประจำ น่าจะพออนุโลมกับคำว่า "ใครด่าใครบ่นทนเอา ตัวเราร่มเย็นเป็นพอ" มาฆบูชาในแต่ละปีจึงเป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทบทวนหลักการ อุดมการณ์และวิธีการของผู้จะทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา ต้องมั่นคงในหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ในวันเพ็ญเดือนมาฆะเมื่อสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว กาลเวลาเปลี่ยนแต่หลักการไม่เคยเปลี่ยน
 
 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
25/02/53
 
 
Share